หลักการบำบัดน้ำเสีย
หลักการบำบัดน้ำเสียโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา
(Filtration)
ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
"บึงมักกะสัน" กล่าวคือ ให้มีการทดลองใช้ผักตบชวา
ซึ่งเป็นวัชพืชที่ต้องการกำจัดอยู่แล้วนี้ มา ทำหน้าที่ดูดซับความโสโครก
รวมทั้งสารพิษจากน้ำเน่าเสีย โดยทรงเน้นให้ทำการปรับปรุงอย่างประหยัด
และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมบึง
แนวพระราชดำรินั้นทรงให้ทำโครงการง่าย ๆ โดยสูบน้ำจากคลองสามเสนเข้าบึงทางหนึ่ง
และสูบน้ำออกจากคลองสามเสนอีกทางหนึ่ง ระยะห่างกัน 100-200 เมตร
หรือฝังท่อระบายน้ำออกทางระบายน้ำอโศก-ดินแดง
โดยให้คงมีผักตบชวาอยู่ในบึงและทำการตกแต่งให้ดีไว้บริเวณกลางบึงเพื่อกรองน้ำเสียแต่ถ้าจำเป็นต้องเก็บผักตบชวาขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวก็ให้นำไปใช้ประโยชน์
เช่นทำปุ๋ยหมักหรือเชื้อเพลิง แต่อย่านำ ไปทำอาหารสัตว์ เพราะมีธาตุโลหะหนัก
หลักการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย
"บึงมักกะสัน"ระบบบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสันเป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบธรรมชาติ
ที่เรียกว่า ระบบ Oxidation Pondหรือ
"ระบบสายลมและแสงแดด" ซึ่งจะมีบ่อดินที่มี ความลึก 0.5-2 เมตร
สามารถให้แสงส่องลงไปได้ มีการใส่ผักตบชวาเพื่อเป็นตัวดูดซับ
สารอาหารและโลหะหนักในน้ำเสียจากคลองสามเสน ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ
30,000-100,000 ลูกบาศก์เมตร
การทำงานของระบบอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่าง
พืชน้ำ ได้แก่ สาหร่าย หรือ อัลจี กับแบคทีเรีย โดยในเวลากลางวัน อัลจีซึ่งเป็น พืชน้ำสีเขียวจะทำการสังเคราะห์แสง
โดยใช้คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในน้ำและแสงแดด อัลจีจะนำคาร์โบไฮเดรตไปใช้สร้างเซลล์ใหม่
ส่วนออกซิเจนที่เป็นผลพลอยได้นั้นก็จะถูกแบคที่เรียนำ ไปใช้ในการย่อยสลายน้ำเสีย
ซึ่งผลของปฏิกิริยานี้จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการดำรงชีพของอัลจี
ดังนั้นอัลจีและแบคทีเรียจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้
โดยต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน การดำรงชีวิตในลักษณะนี้ เรียกว่าSymbiosis
เนื่องจาก อัตราการเติมออกซิเจน ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น
การเจริญเติบโตของแบคทีเรียจึงถูกกำจัดด้วยปริมาณออกซิเจนเมื่อเป็นเช่นนี้อัตราเร็วของปฏิกิริยาของการ
ทำลาย BOD จึงค่อนข้างช้า ระบบ Oxidation Pond จึงต้องใช้บ่อที่มีขนาดใหญ่
เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบบึงมักกะสันขึ้นอยู่กับ
ปริมาณของออกซิเจนที่ได้จากการสังเคราะห์แล้ว ดังนั้น ในบึงต้องไม่
ปลูกผักตบชวามากเกินไป เพราะจะบดบังแสงแดดสำหรับผักตบชวานั้นก็จะทำหน้าที่ดูดซึมอาหารต่าง
ๆ และโลหะหนักในน้ำ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผักตบชวามีการเจริญสูงสุด
ในเวลาภายหลังการปลูก 16-17 สัปดาห์ จึงต้องดูแลระบบนี้โดยการเอาผักตบชวาออกทุก 10
สัปดาห์ ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียของบึงมักกะสัน พบว่าสามารถลดค่า BOD
ได้ระหว่าง 19-85% โดยเฉลี่ยได้ 51%
มีประสิทธิภาพในการฟอกตัวด้านการ กำจัด Total Coliformแบคทีเรีย
และ FeCA Coliform แบคทีเรียเฉลี่ย 90% และ 89% ตามลำดับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น